สาระน่ารู้เรื่องกุ้ง

shrime1 shrime2
กุ้ง จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ชั้น Crustacea อันดับ Decapoda มีด้วยกันหลายวงศ์ กุ้งเป็นสัตว์น้ำ หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบนหรือกลม แบ่งเป็นปล้องๆ เปลือกที่หุ้มท่อนหัวและอกคลุมมาถึงอกปล้องที่ 8 ส่วนใหญ่กรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามและขาอยู่ที่ส่วนหัวและอก มี 10 ขา มีทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม โดยปกติชอบหลบซ่อนตัวอยูเงียบ ๆ

ตามพื้นน้ำหรือในวอกมือด ๆ จะออกหากินในเวลากลางคืน กุ้งกินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร เช่น กิน กุ้งด้วยกันเอง ลูกปลา ไส้เดือน สัตว์หน้าดินขนาดเล็กชนิดต่าง ๆ ข้าว เนื้อมะพร้าวตลอดจนซากสัตว์ สามารถแบ่งออกได้หลายชนิด เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม กุ้งนาง กุ้งหลวง กุ้งก้ามเกลี้ยง กุ้งตะกาด กุ้งตะเข็บ กุ้งฝอย กุ้งหัวแข็ง กุ้งหัวโขน กุ้งขาว กุ้งรู กุ้งหิน กุ้งดีดขัน กุ้งแชบ๊วย กุ้งเครย์ฟิช ส่วนประกอบของเปลือกกุ้งส่วนใหญ่เป็นไคติน รองลงมาก็เป็นจำพวกแร่ธาตุ โปรตีน ส่วนของไขมัน เป็นต้น

โรค EMS พบทั้งในกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) และกุ้งขาวแวนนาไม (Penaeus vannamei) โดยเกิดโรคภายใน 20 - 30 วันหลังการปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ ในช่วงแรกกุ้งในบ่อไม่แสดงอาการผิดปกติอย่างเด่นชัด ไม่มีอาการเกยขอบบ่อ แต่จะเริ่มพบกุ้งตายในยอและตายที่ก้นบ่อ หลังจากนั้นจะพบซากกุ้งลอยขึ้นมา กุ้งทยอยตายและอาจมีการตายสูงถึง 100% ภายในเวลาประมาณ 30 วัน ในบ่อที่มีการตายมากพบกุ้งมีอาการว่ายน้ำเฉื่อย เซื่องซึม กินอาหารลดลง เปลือกนิ่มและมีสีเข้มขึ้น ตับลีบ นิ่ม ซีดหรือสีคล้ำเพราะถูกทำลายจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และตรวจไม่พบเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในปัจจุบันจากข้อมูลการศึกษาโดย Dr. Lightner (2012) ซึ่งได้ทำการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบันพบว่าโรค EMS ที่เกิดในกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวมีลักษณะพยาธิสภาพของโรค EMS ที่เหมือนกัน โดยตัวอย่างกุ้งที่เก็บมาศึกษาทางเนื้อเยื่อแสดงให้เห็นความผิดปกติที่บริเวณตับและตับอ่อน (hepatopancreas) เริ่มจากepithelial cell ของตับและตับอ่อนถูกทำลาย การสะสมของไขมันลดลงในตับอ่อนลดลงทั้งในรูปของ fat storage cell vesicle และ oil droplet และการทำงานของเซลล์ที่มีหน้าที่หลั่งสารลดลง ในกุ้งที่มีอาการรุนแรงมากพบว่าไขมัน เซลล์ของตับและตับอ่อน และเซลล์ที่ทำหน้าที่หลั่งสารถูกทำลายมากขึ้นและหลุดสู่ช่องของท่อตับ ในระยะท้ายของโรคมีการติดเชื้อซ้ำ (secondary infection) อย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นโดยเชื้อฉวยโอกาสพวกวิบริโอ ในที่สุดกุ้งที่ติดเชื้อจะตายจากการที่ตับและตับอ่อนไม่สามารถทำงานได้ และการติดเชื้อแบคทีเรียวิบริโอในช่วงท้ายของโรค ซึ่งพบว่าพยาธิสภาพของตับและตับอ่อนที่ถูกทำลายน่าจะเกิดจากสารพิษ โดยพบลักษณะที่คล้ายคลึงกับในกุ้งที่ได้รับ aflatoxin B1 และ benomyl จึงได้มีการศึกษาการติดเชื้อโดยใช้อาหารสำเร็จรูปที่เก็บจากฟาร์มกุ้งที่พบโรค รวมทั้งยาและสารเคมีที่ใช้กันมากในพื้นที่ที่เกิดโรคเพื่อฆ่าพาหะของโรคตัวแดงดวงขาวในการเตรียมบ่อก่อนลงลูกกุ้ง อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดโรค EMS ได้ในห้องปฎิบัติการ จึงยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุของโรคนี้

สำหรับในประเทศไทยนั้น หน่วยงานของสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งได้เฝ้าระวังและติด ตามตรวจสอบการเกิดโรคEMS ในกุ้งขาวแวนนาไมมาโดยตลอด ซึ่งพบว่าในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ถึงต้นปี พ.ศ. 2555 มีการตายของกุ้งที่คล้ายกับโรค EMS เกิดขึ้นในพื้นที่เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออกของประเทศ โดยเกิดการตายของกุ้งภายใน 20 - 30 วันหลังการปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ ซึ่งจากการตรวจวินิจฉัยกุ้งที่ป่วยในเบื้องต้นนั้นในบางรายตรวจพบเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวหรือหัวเหลือง แต่ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสที่ก่อให้ เกิดโรคในปัจจุบัน นอกจากนั้นตรวจพบแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอในตับและตับอ่อนของกุ้งป่วย ซึ่งเมื่อศึกษาเนื้อเยื่อตับของกุ้งพบว่าตับและตับอ่อนมีการอักเสบและถูกทำลาย (ภาพที่ 1 และ 2)แต่เมื่อนำเชื้อแบคทีเรียไปทดสอบยืนยันพบว่ายังไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้

ในเบื้องต้นนี้ การตายของกุ้งในช่วงดังกล่าวยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งอาจเนื่องมาจากเชื้อโรคชนิดใหม่ พันธุ์กุ้ง อาหาร สภาพแวดล้อม หรือการจัดการบ่อที่ไม่ดีนั้นยังไม่มีการยืนยัน อย่างไรก็ตามเนื่องจากโรคมีแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่ขยายไปในวงกว้างขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จึงมีข้อแนะนำ ดังนี้

1.ควรมีการเตรียมบ่อที่ดี กำจัดสารอินทรีย์ก้นบ่อและตากบ่อให้แห้ง ฆ่าพาหะและฆ่าเชื้อในบ่อ
2.ควรมีบ่อพักน้ำ และฆ่าเชื้อในน้ำก่อนนำมาใช้เลี้ยงกุ้ง เช่น คลอรีน หรือ ไอโอดีน
3.คัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีและแข็งแรงลงเลี้ยง ควรผ่านการตรวจสุขภาพทั่วไปและปลอดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตราย
4.ไม่ปล่อยกุ้งหนาแน่น หากปล่อยกุ้งหนาแน่นเกินไปจะทำให้ควบคุมและจัดการบ่อได้ยากซึ่งจะทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอ และเกิดโรคต่างๆได้ง่าย
5.มีการจัดการอาหารที่ดี ใช้อาหารที่มีคุณภาพ และไม่ควรให้อาหารปริมาณมากเกินไปเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของกุ้ง ซึ่งทำให้อาหารเหลือจมสู่ก้นบ่อ พื้นบ่อเน่า สีน้ำล้ม กุ้งเครียดและอ่อนแอ
6.ควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ และไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งดูแลรักษาพื้นบ่อไม่ให้เกิดการเน่าเสีย
7.กรณีเกิดโรคหรือมีอาการน่าสงสัย เกษตรกรควรรีบส่งตัวอย่างกุ้งให้หน่วยงานของกรมประมงตรวจวินิจฉัย เพื่อการป้องกันและแก้ไขได้ทันท่วงที
8.เมื่อเกิดโรคต้องทำการฆ่าเชื้อกุ้งและน้ำในบ่อที่เกิดโรค โดยใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อและทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วันก่อนปล่อยน้ำทิ้งออกสู่แหล่งน้ำภายนอก เพื่อควบคุมการแพร่ กระจายของโรคไปยังพื้นที่อื่น

Comments are closed.